การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

Morning after pill

การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน (emergency contraceptive pills, morning-after pills) เป็นยาเม็ดฮอร์โมนขนาดสูงที่รับประทานหลังจากมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดโอกาสที่จะตั้งครรภ์ การคุมกำเนิดวิธีนี้จะให้ประสิทธิภาพภายใน 2 – 3 วัน โดยจะไปรบกวนการตกไข่ หรือรบกวนการปฏิสนธิของไข่กับอสุจิแต่หากได้รับการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนแล้ว จะไม่สามารถป้องกันได้

ยาเม็ดคุมกำเนิดเเบบฉุกเฉินมี 3 ชนิด ได้เเก่

1. ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนรวม (Combined Estrogen-Progestin)
     ยาคุมฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนรวมหรือเรียกว่า Yupze Regimen เป็นยาที่ได้รับการคิดค้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1974 โดยใช้กลไกในการเพิ่มระดับฮอร์โมนให้สูงขึ้นในร่างกายซึ่งประกอบไปด้วยสองฮอร์โมนหลักได้แก่ estrogen และ progesterone ในการที่จะยับยั้งหรือเลื่อนเวลาของการตกไข่เยื่อบุโพรงมดลูกให้ไม่เหมาะสมกับการฝังตัวและยังมีผลต่อการทำงานของรังไข่ด้วย
     โดยการรับประทานยาจะมีส่วนประกอบของ ethinyl estradiol 100 มคก. และ levonogestrel 1 มก. โดยกินหลังการมีเพศสัมพันธ์โดยทันทีหรือภายใน 72 ชั่วโมงและรับประทานซ้ำอีกครั้ง 2 เม็ดจำนวน 2 ครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนเดียวโพรเจสติน (Progestin Only)
     ยาคุมฉุกเฉินที่ใช้การทำงานของฮอร์โมนตัวเดียวคือโพรเจสโตเจนตัวยาที่นิยมใช้ในยาคุมฉุกเฉินก็คือLevonorgestrel ซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ในกลุ่มของโพรเจสตินที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตกไข่โดยยาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนเดียวนั้นสามารถรับประทานทีเดียว 1 โดส (Dose) โดสละ 1.5 mg หรือจะรับประทานแยกแบ่งเป็น 2 โดสโดสละ 0.75 mg ห่างกัน 12 ชั่วโมงและจะต้องรับประทานโดสแรกภายใน 72 ชั่วโมงก็มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเช่นเดียวกันรวมถึงผลข้างเคียงที่ได้รับก็ไม่ต่างกัน
     ยาคุมฉุกเฉินประเภทนี้ได้รับการยืนยันจาก US FDA และ WHO ว่าใช้ได้ผลดีถึงแม้จะรับประทานหลังมีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว 3-5 วันโดยไม่มีผลกระทบที่เป็นอันตรายถึงชีวิตจะมีเพียงอาการคลื่นไส้อาเจียนเพียงแค่ 24% น้อยกว่ายาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนรวมอย่างเห็นได้ชัด

3. ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินชนิด Selective Progesterone Modulator
     ยาคุมฉุกเฉินประเภทนี้จะมีหลักการโดยการใช้สารต้าน progesterone ไปแย่งจับกับตัวรับปฏิกิริยาทำให้ progesterone ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ทำให้มดลุกไม่สามารถที่จะมีสภาพในการฝังตัวอ่อนได้ซึ่งการที่ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ulipristal และ mifeprisone (RU486) โดยกลุ่มยานี้จะมีผลข้างเคียงน้อยกว่ากลุ่มยาสองชนิดแรกมักพบอาการคลื่นไส้อาเจียน
     โดยการใช้ ulipristal รับประทานครั้งเดียว 30 มก. ภายใน 120 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์และในส่วนของ mifepristone การรับประทานครั้งเดียว 600 มก. ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์

 

วิธีการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

     วิธีที่ 1 กินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน 2 เม็ดทันทีที่สะดวกหรือเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้(ภายใน 72 ชั่วโมง) แต่ต้องไม่เกิน 5 วันหลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์
     วิธีที่ 2 กินยาครั้งแรก 1 เม็ดทันทีที่สะดวกหรือรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และ 12 ชั่วโมงต่อมา กินยาที่เหลืออีก 1 เม็ด (ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการกินยา)

 

ข้อบ่งใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

  • ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินมีข้อบ่งใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ใน “กรณีฉุกเฉินเท่านั้น” ซึ่งคำว่าฉุกเฉินในที่นี้หมายถึง
  • สตรีที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา หรือการมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่เต็มใจหรือไม่ตั้งใจ
  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้มีการคุมกำเนิดด้วยวิธีใด ๆ
  • การมีเพศสัมพันธ์ในคู่สามีภรรยาที่มีการคุมกำเนิดอยู่ แต่การใช้วิธีคุมกำเนิดปกติเกิดความผิดพลาด ไม่ถูกต้อง หรือมีเหตุฉุกเฉิน เช่น การนับระยะปลอดภัยผิดพลาด, ถุงยางอนามัยรั่ว แตก หรือฉีกขาด, ห่วงอนามัยหลุด, ลืมฉีดยาคุมกำเนิด, ลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิดเกิน 3 วันขึ้นไป

1DE0669A-47AE-4732-86F0-FE5892142301

ข้อควรรระวังในการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน
     1. ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% (ขึ้นอยู่กับเวลาที่กิน)
     2. ถ้ากินอย่างถูกต้องตามเวลาที่กำหนดมีโอกาสป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 85%
     3. มีผลต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ และผู้มีประวัติโรคลมชัก
     4.มีผลต่อการบีบท่อรังไข่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้
     5. มีปริมาณของเอสโตรเจนสูง อาจทำให้เป็นมะเร็งรังไข่ได้
     6. ไม่ควรรับประทานเกินกว่า 4 เม็ดใน 1 เดือน

3F222A09-68A0-4250-BC75-45E2872F1611

สตรีมีครรภ์และสตรีระหว่างให้นมบุตร

   สตรีมีครรภ์: ยาจัดอยู่ใน Pregnancy category X ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์หรือในสตรีที่มีความเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์จากการศึกษาในสัตว์หรือมนุษย์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ทำให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ และมีความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากยา ทั้งนี้ยาเวโวนอร์เจสเตรลไม่มีประสิทธิภาพในการทำแท้ง

   สตรีระหว่างให้นมบุตรด้วยตนเอง: โปรเจสตินสามารถผ่านไปยังน้ำนมของสตรีที่กินยาคุมกำเนิดชนิดโปรเจสตินอย่างเดียวเป็นเวลานานได้ในปริมาณน้อย แต่ไม่พบอาการข้างเคียงที่มีผลต่อการให้นม ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณของน้ำนม รวมไปถึงสุขภาพการเจริญเติบโต และพัฒนาการของทารก

 

ข้อควรรู้

  • หากไม่สามารถกินยาได้ทันที ก็สามารถกินหลังจากนั้น แต่ไม่ควรเกิน 3 วันหรือ 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ควรต้องกินยาซ้ำ หากอาเจียนหลังกินยาภายใน 2 ชั่วโมง
  • หากมีเพศสัมพันธ์ระหว่างที่กินยาคุมฉุกเฉินแล้ว  ไม่มีความจำเป็นต้องกินยาซ้ำ  เนื่องจากยาจะไม่ส่งผลใด ๆ เพิ่ม

Source: https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/648

© โรงพยาบาลรามคำแหง – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครบทุกสาขา

 

    ใส่ความเห็น